เจ้าของร้านโทรศัพท์

เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.สอ .2 สืบสวนหาตัวคนร้าย สืบเนื่องจาก กรณี มีผู้เสียหาย ถูกคนร้ายไม่ทราบว่าเป็นผู้ใด ใช้แอปพลิเคชันเฟซบุ๊ก ส่งข้อความส่วนตัวมาหาผู้เสียหาย โดยข้อความดังกล่าว มีลักษณะเป็นการ ข่ ม ขู่ เอาเงินจำนวน 5,000 บาท เพื่อแลกกับการที่ไม่นำภาพลับ ส่วนตัวของผู้เสียหายไปโพสต์หรือเผยแพร่ ในที่สาธารณะต่างๆ พร้อมกับส่งภาพลับบางส่วนมาให้ผู้เสียหายดู คำมักใช้ผิด (เป็นข้อความที่น่าจะเว้นวรรคผิด)โดย ผู้เสียหายได้มาแจ้งความไว้ที่ สน.หลักสอง

ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.สอท.2 ได้ทำการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อขออนุมัติหมายค้น ต่อศาลอาญาธนบุรี และได้นำหมายค้นเข้าตรวจค้น ห้องพักแห่งหนึ่ง ซอยเพชรเกษม 88/1 แขวงบางแคเหนือ เขตบางแค กรุงเทพมหานคร ซึ่งระหว่างเดินทางเข้าตรวจค้น ได้พบ นายสมเกียรติ เดชแพง อายุ 28 ปี ซึ่งมีลักษณะตรงกับบุคคลที่ได้ทำการสืบสวน พักอยู่ที่สถานที่ตามหมายค้น ยืนอยู่บริเวณ หลังร้านแห่งหนึ่งระหว่างซอยเพชรเกษม 51-53

จากการซักถาม นายสมเกียรติ ให้การรับสารภาพว่า ตนเองได้ทำจริง โดยส่งรูปภาพที่เห็นบริเวณหน้าอกของผู้เสียหาย ที่ไม่ได้สวมใส่เสื้อผ้า ไป ข่ ม ขู่ ผู้เสียหาย แลกกับเงิน 5,000 บาท และได้นำโทรศัพท์มือถือ มาเปิดรูปภาพของผู้เสียหาย ให้กับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจดู พร้อมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แสดงหมายค้น ให้ นายสมเกียรติ ดู ซึ่ง นายสมเกียรติ ยอมรับว่า เป็นผู้ครอบครอง สถานที่ตามหมายค้นดังกล่าวจริง และสมัครใจยินยอมนำเจ้าหน้าที่ตำรวจไปทำการตรวจค้น

นายสมเกียรติ ให้การรับสารภาพว่า คอมพิวเตอร์เครื่องดังกล่าวมีรูปภาพของผู้เสียหาย อยู่ภายในคอมพิวเตอร์จริง และ รับว่า เมื่อประมาณ ปี 2561 ได้มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการ ภายในร้านแห่งหนึ่งในห้าง และได้ทำการซื้อโทรศัพท์มือถือ

ไอโฟน จากนั้น ได้ทำการสมัคร iCloud และ G-Mail ให้กับลูกค้า(ผู้เสียหาย) เมื่อสมัครเสร็จสิ้น นายสมเกียรติ ได้เก็บรหัส iCloud และ G-Mail ของผู้เสียหายไว้ และนำรหัส G-Mail ดังกล่าวของผู้เสียหาย ไปเข้าโปรแกรม Google Photos ผ่านทาง คอมพิวเตอร์ และได้ลักลอบนำรูปภาพรูปภาพลับของผู้เสียหาย มาส่ง ข่ ม ขู่ ผู้เสียหายแลกเงินจำนวน 5,000 บาท

เจ้าหน้าที่ตำรวจชุด จั บ กุ ม จึงแจ้งข้อกล่าวหาในความผิดฐาน รีดเอาทรัพย์ โทษ จำ คุ ก 1 – 10 ปี ปรับ 20,000 – 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตาม ป.อาญา มาตรา 338 และ เข้าถึงโดยมิชอบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ฯ โทษจำคุก 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 7 พร้อมนำผู้ต้องหาและของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน สน.หลักสอง ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป.

เรียบเรียงโดย ทีมงาน siamtoday

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *